OT Security
Purdue Model คืออะไร และใช้แบ่งเครือข่ายโรงงานยังไง
Purdue Model: กรอบสถาปัตยกรรมความมั่นคงปลอดภัยสำหรับจัดโซนเครือข่าย IT/OT ตั้งแต่ระดับกระบวนการผลิตจนถึงระบบองค์กร พร้อมหลักการควบคุมทราฟฟิกเพื่อลด Attack Surface ภายในโรงงาน
ถ้าเราลองถามทีมไอทีกับวิศวกรโรงงานว่าเครือข่ายของโรงงานเราหน้าตาเป็นยังไง หลายครั้งจะได้คำตอบที่ไม่ตรงกัน หรือบางทีก็ไม่มีใครวาดออกมาได้ครบเลยครับ
Purdue Model คือแผนภาพที่ช่วยให้ทุกคนมองเครือข่ายโรงงานเป็นภาพเดียวกัน โดยแบ่งระบบออกเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่เซนเซอร์ที่หน้างานไปจนถึงคอมพิวเตอร์ในออฟฟิศ แล้วใช้ชั้นเหล่านี้เป็นตัวกำหนดว่าเครื่องไหนควรคุยกับเครื่องไหนได้บ้าง
มาจากไหน
Purdue Model มีต้นกำเนิดมาจาก Purdue Enterprise Reference Architecture (PERA) ซึ่งพัฒนาขึ้นที่มหาวิทยาลัย Purdue ในสหรัฐอเมริกาช่วงต้นทศวรรษ 1990 ในยุคแรกโมเดลนี้สร้างขึ้นเพื่ออธิบายโครงสร้างการทำงานของระบบควบคุมอุตสาหกรรม โดยยังไม่ได้เน้นเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์เป็นหลัก แต่ในเวลาต่อมา วงการ OT Security ได้นำกรอบนี้มาใช้เป็นแผนที่สำหรับแบ่งโซนเครือข่าย (Network Segmentation) จนกลายเป็นภาษากลางที่ผู้เชี่ยวชาญใช้สื่อสารร่วมกันมาจนถึงปัจจุบัน
หน้าตาของ Purdue Model
┌────────────────────────────────────────┐
│ Level 5 Internet / Cloud │
├────────────────────────────────────────┤
│ Level 4 Enterprise IT │
│ ERP, email, office PCs │
╞═══════════════ FIREWALL ═══════════════╡
│ Level 3.5 IT/OT DMZ │
│ Jump host, patch server, │
│ historian mirror │
╞═══════════════ FIREWALL ═══════════════╡
│ Level 3 Site operations │
│ Historian, MES, │
│ OT domain controller │
├────────────────────────────────────────┤
│ Level 2 Supervisory control │
│ SCADA, HMI, │
│ engineering workstation │
├────────────────────────────────────────┤
│ Level 1 Basic control │
│ PLC, RTU, safety (SIS) │
├────────────────────────────────────────┤
│ Level 0 Physical process │
│ Sensors, motors, valves │
└────────────────────────────────────────┘
ถ้าเราลองไล่จากล่างขึ้นบน จะเห็นภาพแบบนี้ครับ
Level 0 (Physical Process): อุปกรณ์จริงหน้างานทางกายภาพ เช่น เซนเซอร์วัดอุณหภูมิและแรงดัน มอเตอร์ วาล์ว และปั๊ม ชั้นนี้ไม่มีหน่วยประมวลผลตัดสินใจ มีหน้าที่เพียงตรวจวัดค่าและทำงานตามคำสั่งที่ได้รับ
Level 1 (Basic Control): อุปกรณ์ควบคุมหลักที่สั่งการ Level 0 โดยตรง เช่น PLC และ RTU รวมถึงระบบความปลอดภัย (Safety Instrumented System: SIS) ที่ทำหน้าที่หยุดเครื่องจักรฉุกเฉินเมื่อเกิดความเสี่ยง หากผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเข้าควบคุมชั้นนี้ได้ ก็จะสามารถแทรกแซงเครื่องจักรได้ทันที
Level 2 (Supervisory Control): ชั้นสำหรับมอนิเตอร์และควบคุมกระบวนการผลิต ประกอบด้วยระบบ SCADA, หน้าจอ HMI และเครื่อง Engineering Workstation ที่วิศวกรใช้เขียนและปรับปรุงโปรแกรม PLC ซึ่งเครื่องหลังนี้ถือเป็นจุดวิกฤต เพราะมีทั้งสิทธิ์และซอฟต์แวร์ที่สามารถเขียนโปรแกรมลง PLC ได้โดยตรง
Level 3 (Site Operations): ระบบบริหารจัดการระดับโรงงาน เช่น Data Historian สำหรับเก็บข้อมูลกระบวนการผลิตย้อนหลัง, ระบบ MES (Manufacturing Execution System) และ Domain Controller ของฝั่ง OT
Level 3.5 (IT/OT DMZ): เขตปลอดทหาร (DMZ) ที่คั่นกลางระหว่างเครือข่าย IT และ OT ชั้นนี้ไม่มีในโมเดลต้นฉบับ แต่ถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อเป็นจุดพักข้อมูลและควบคุมการเชื่อมต่อข้ามฝั่ง เช่น Jump Host สำหรับเข้าถึงระยะไกล (Remote Access), เซิร์ฟเวอร์ Historian Mirror สำหรับให้ฝั่งออฟฟิศดึงข้อมูล และเซิร์ฟเวอร์กระจายแพตช์ (Patch Server)
Level 4 และ 5 (Enterprise IT / Cloud): เครือข่ายของฝั่งสำนักงานและไอทีทั่วไป ครอบคลุมทั้งระบบ ERP, อีเมล, คอมพิวเตอร์พนักงาน ไปจนถึงระบบคลาวด์และอินเทอร์เน็ตภายนอก
กฎง่าย ๆ ที่ทำให้ Purdue Model ใช้ได้จริง
แผนภาพเพียงอย่างเดียวไม่สามารถปกป้องระบบได้ สิ่งที่ทำให้โมเดลนี้เกิดประโยชน์จริงคือกฎการควบคุมการไหลเวียนของข้อมูล (Traffic Flow) ระหว่างชั้น ซึ่งมีหลักสำคัญ 4 ข้อ:
- ห้ามกระโดดข้ามชั้น โดยเฉพาะจากฝั่ง IT ลงไปถึงฝั่ง OT ทุกการเชื่อมต่อต้องผ่าน DMZ ก่อนเสมอ ลองเอาสองเส้นทางนี้มาเทียบกันดูนะครับ
BAD GOOD
Office PC (L4) Office PC (L4)
│ │
│ ▼
│ Jump host (L3.5)
│ │ MFA + logs
│ ▼
│ Eng. WS (L2)
│ │
▼ ▼
PLC (L1) PLC (L1)
เส้นซ้ายคือสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น แต่ดูแล้วน่าจะเจอได้บ่อยกว่าที่คิด เช่น เครื่องในออฟฟิศที่ต่อ remote desktop ไปหาเครื่องในโรงงานได้ตรง ๆ ส่วนเส้นขวาคือทางที่ควรเป็น คือต้องผ่าน jump host ที่ใส่ MFA และบันทึกทุกการใช้งานไว้
-
การเชื่อมต่อควรจบที่ DMZ ไม่ใช่วิ่งทะลุผ่าน DMZ ไป ตัวอย่างเช่น ถ้าฝ่ายบริหารอยากดูยอดผลิต ก็ให้ดึงข้อมูลจาก historian สำเนาที่อยู่ใน DMZ แทนที่จะเปิดทางให้วิ่งเข้าไปหา historian ตัวจริงใน Level 3
-
ข้อมูลไหลขึ้นได้ง่าย แต่คำสั่งไหลลงต้องยาก การส่งข้อมูลการผลิตจากล่างขึ้นบนเป็นเรื่องปกติ แต่อะไรก็ตามที่วิ่งจากบนลงล่าง โดยเฉพาะคำสั่งที่ไปถึง Level 1 และ 2 ควรมีน้อยที่สุดและต้องควบคุมได้
-
Remote access ทุกช่องทางต้องมาจบที่ jump host ใน DMZ ไม่ว่าจะเป็นของผู้ขายเครื่องจักรหรือของวิศวกรที่ทำงานจากบ้าน
Purdue Model ยังใช้ได้ไหมในยุค IIoT และคลาวด์
ทุกวันนี้เซนเซอร์ IIoT บางตัวส่งข้อมูลจาก Level 0 หรือ 1 ขึ้นคลาวด์ตรง ๆ ข้ามทุกชั้นไปเลย ซึ่งไม่ตรงกับภาพข้างบน ก็เลยมีคนสงสัยกันอยู่บ่อย ๆ ว่าโมเดลนี้ยังใช้ได้อยู่หรือเปล่า
ในมุมของเรา Purdue Model ยังใช้เป็นแผนที่ได้ดีอยู่ แค่ต้องมองว่าอุปกรณ์พวกนี้คือช่องทางออกนอกโรงงานอีกทางหนึ่งที่ต้องรู้ว่ามีอยู่และต้องควบคุมให้ได้ เช่น ให้วิ่งผ่าน gateway ที่จำกัดปลายทางได้ ส่วนถ้าอยากแบ่งโซนให้ละเอียดกว่านี้ มาตรฐาน IEC 62443 มีแนวคิด Zones and Conduits ที่นำมาใช้ต่อยอดจาก Purdue Model ได้อีกด้วยครับ
ลองวาดของโรงงานตัวเองดู
ถ้าเราลองเอาแผนภาพข้างบนไปวางเทียบกับโรงงานของตัวเอง ก็จะเริ่มเห็นภาพได้ไม่ยากครับ
-
ไล่รายการอุปกรณ์ทั้งหมด แล้วจัดลงชั้นต่าง ๆ ตามหน้าที่ ถ้ายังไม่มีรายการ ลองเริ่มจากขั้นตอนทำรายการอุปกรณ์ OTในบทความก่อนหน้าได้
-
ลากเส้นการเชื่อมต่อที่มีอยู่จริงระหว่างเครื่องต่าง ๆ รวมถึง remote access และเครื่องที่มีการ์ดแลนสองใบ
-
วงเส้นที่กระโดดข้ามชั้นหรือไม่ได้ผ่าน DMZ เอาไว้ เส้นพวกนี้คือจุดที่ควรแก้ก่อน
พอได้แผนภาพนี้มาแล้ว เวลาคุยกันระหว่างทีมไอทีกับวิศวกรโรงงานก็จะง่ายขึ้นเยอะ เพราะทุกคนดูภาพเดียวกันอยู่
ถ้าวาดแล้วเจอเส้นที่ไม่แน่ใจว่าควรจัดการยังไง ก็นัดคุยกับเราได้เลย ทาง Quackbase ยินดีให้บริการครับ